Homework

1. ให้นักศึกษาเลือกอภิปรายคุณลักษณะของ search engine ของยาฮู กับ search engine ของกูเกิล มาอย่างละเอียด พร้อมเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง search engine ทั้งสองมาโดยสังเขป

โดย Search Engine เป็นเครื่องมือหรือโปรแกรมในการค้นหาเว็บต่างๆ  เพื่อให้สามารถค้นหาและแสดงผลได้สะดวก และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
วิธีการค้นหา
                    แค่เพียงเราพิมพ์คำที่เราต้องการค้นหา หรือที่เราเรียกว่า Key Word และกดปุ่ม Search

Google ได้ชื่อว่าเป็น Search Engine ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้ มีรูปแบบหน้าเว็บเพจที่เรียบง่าย เน้นการแสดงผลการสืบค้นที่รวดเร็ว มีการแสดงคำที่เกี่ยวข้องกับการสืบค้นด้วยตัวอักษรสีเข้ม ทำให้เราทราบความเกี่ยวข้องของเรื่องที่กำลังสืบค้น ในขณะที่ Search Engine อื่นมักแสดงข้อความเพียงหนึ่งหรือสองบรรทัดของเว็บเพจ โดยไม่คำนึงว่าจะมีคำที่ใช้สืบค้นหรือไม่

เมื่อเราเปิดบราวเซอร์และพิมพ์ URL : http://www.google.com ลงไป ด้วยระบบตรวจสอบภาษาของเว็บไซต์ Google เมื่อพบว่าเราใช้บราวเซอร์บนวินโดว์ภาษาไทยระบบจะสวิทช์เป้าหมายมายัง http://www.google.co.th

บริการค้นหาของ Google แยกฐานข้อมูลออกเป็น 4 หมวด (ในแต่ละหมวดมีการค้นหาแบบพิเศษเพิ่มเติมด้วย) คือ

  1. เว็บ : เป็นการค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก
  2. รูปภาพ : เป็นการค้นหารูปภาพหลากหลายฟอร์แมตจากเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก
  3. กลุ่มข่าว : เป็นการค้นหาเรื่องราวที่น่าสนใจจากกลุ่มข่าวต่างๆ
  4. สารบบเว็บ : การค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ที่แยกออกเป็นหมวดหมู่

                   

Yahoo.com  เว็บไซต์ค้นหาเก่าแก่รู้จักกันมานาน ปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมอยู่เหมือนเคย ด้วยการที่มีฐานข้อมูลหลากหลายครอบคลุมในทุกเรื่อง ค้นหาได้ฉับไวเช่นเดียวกันกับ Google เพราะเคยใช้ฐานข้อมูลของ Google มาก่อนนั่นเอง นอกจากนั้น Yahoo ยังให้บริการอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยเช่น บริการอีเมล์ฟรี บริการพื้นที่เว็บไซต์ฟรี (ซื้อกิจการมาจาก Geocities.com) และบริการเผยแพร่ข้อมูลเว็บไซต์ทางธุรกิจด้วย

นอกจากการค้นหาด้วยวิธีการป้อนคำหรือข้อความในการค้นหาแล้ว Yahoo ยังจัดรวบรวมเว็บไซต์ต่างๆ ออกเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจนและครอบคลุมในทุกกลุ่มเนื้อหา ทำให้การค้นหาสามารถตีวงแคบเข้าตามหมวดหมู่ได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนการค้นหาข้อมูลด้วยการป้อนคำหรือข้อความด้วยวิธีการพิเศษ ก็จะมีรายละเอียดเช่นเดียวกันกับการค้นหาใน Google เพราะใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน

สามารถระบุรายละเอียดต่างๆ ได้ เพื่อให้สามารถจำกัดวงในการค้นหาให้แคบเข้า เช่น การกำหนดคำหลักที่ต้องการ คำที่คล้ายคลึงและคำที่ไม่ต้องการให้ปรากฏอยู่ด้วย กำหนดเฉพาะภาษา ชนิดของไฟล์ (เอกสารเว็บ(html) เอกสารเวิร์ด (word)) ช่วงระยะเวลาที่เอกสารนั้นสร้างขึ้น จากโดเมนเว็บไซต์ชื่ออะไร เป็นต้น

ความแตกต่างระหว่าง google กับ yahoo

โดยผมคิดว่า

Google

1. ค้นแล้วเจอสิ่งที่ต้องการ
2. ข้อมูลเยอะกว่า
3. ค้นหาได้เร็ว
4. รูปแบบที่สะดวก + ใช้งานง่าย

Yahoo

1.ค้นหาแล้วเจอบ้างไม่เจอบ้าง
3.ค้นหาค่อนข้างช้า เมื่อเทียบกับ google
4. รูปแบบยากกว่า google

2. ให้นักศึกษาวิพากย์ถึงการนำพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 มาใช้ในการรายงานข่าวให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร

จากการที่มีการนำพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 มาใช้ ทำให้เรารู้ว่าการรายงานข่าว ต้องมีความระมัดระวังมากขึ้นในการรายงาน เพราะข่าวบางข่าวในปัจจุบันจะไปละเมิดถึงสิทธิของบุคคลต่าง ๆ ในสังคม เพราะประชาชนมีสิทธิที่จะได้รับข่าวสาร ทุกข่าวสารเท่าเทียมกัน และนอกจากนั้นการที่จะรายงานข่าว เราควรตรวจดูเนื้อหาของข่าวก่อนที่จะรายงาน ว่าเมื่อเรารายงานข่าวไปแล้ว จะไปส่งผลกระทบต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับข่าวหรือไปกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลของบุคคลผู้นั้น ซึ่งจะไปทำให้บุคคลผู้นั้นเกิดความเสียหาย เนื่องจากข่าวบางข่าวแหล่งข่าวต้องการให้ข้อมูลส่วนนี้เป็นความลับ ถ้าเรามาเผยแพร่ มันจะไม่ให้ความเคารพแก่แหล่งข่าว ซึ่งเราควรให้ความเคารพต่อแหล่งข่าวด้วย แม้กระทั่งข่าวในปัจจุบัน เป็นข่าวที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเราไม่ควรนำมารายงาน เพราะเมื่อเรารายงานไปแล้ว อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติได้

ซึ่งการรายงานข่าวที่ดีให้มีคุณค่านั้น ควรรายงานโดยคำนึงความถูกต้องของเนื้อหาข่าวสาร เพราะ จะทำให้ผู้รับสารได้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง และข่าวบางข่าวอาจจะเป็นข่าวที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจผู้รับสาร เช่น ข่าวอาชญากรรม เป็นต้น เมื่อผู้รับสารเป็นเด็ก ถ้ามาเห็นการใช้คำพูดที่ดูทารุณ หรือเห็นภาพข่าวที่น่าสยดสยอง จะกลายเป็นว่าไปกระทบจิตใจของคนพวกนั้นก็เป็นได้ ทางที่ดีก่อนจะรายงานข่าวเราควรคิดอยู่เสมอว่า ข่าวที่เราจะนำเสนอนั้นให้ประโยชน์อะไรแก่ผู้รับสารบ้าง และข่าวนั้นเมื่อรายงานไปแล้วไปกระทบต่อจิตใจของคนพวกนั้นมากน้อยแค่ไหน แต่โดยทั่วไปแล้วผู้รับสารมีสิทธิที่จะสามารถเลือกรับสารได้ทุกอย่าง เพราะผู้รับสารมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลต่าง ๆ จากการรายงานข่าว อยู่ที่ว่าผู้รับสารจะเลือกรับข่าวสารอันไหน ที่จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง และทางนักข่าวเองก็ควรคิดก่อนรายงานข่าวเสมอว่า ข่าวที่รายงานจะต้องไม่ไปละเมิดถึงสิทธิของผู้อื่น

3. ให้อภิปรายถึงผลกระทบต่อการใช้คอมพิวเตอร์ในประเทศไทยภายหลังจากที่มีพระราชบัญญติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

ภายหลังที่มีการประกาศ พระราชบัญญติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ออกมา ทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ต้องมีความระมัดระวัง ในการใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้น เพราะในปัจจุบันคนส่วนใหญ่นำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในด้านต่างๆ มากขึ้น เช่นในทุกวันนี้เราใช้คอมพิวเตอร์ในการสื่อสารกันผ่านเวปไซต์ต่าง ๆ จำนวนมากมาย ซึ่งการสื่อสารนี้จะเป็นการสนทนาระหว่างตัวเรากับเพื่อนที่รู้จักกัน การที่เราพูดคุยกับเพื่อนโดยผ่านคอมพิวเตอร์นั้น จะมีการพูดคุยถึงเรื่องต่าง ๆ นา ๆ จนในบางครั้งก็มีการล้อเลียนบุคคลอื่น โดยนำภาพของบุคคลที่เราไม่ชอบ ไปตัดต่อให้ภาพออกมาดูไม่ดี หรือเกิดความเสียหายแก่บุคคลผู้นั้น ซึ่งจะเป็นไปตาม พระราชบัญญติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ตาม มาตรา ๑๖ คือผู้ใดนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูล คอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้โดยประการที่น่าจะทําให้ผู้อื่นนั้น เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ แต่โดยความจริงแล้ว ตัวเรานั้นไม่ได้มีเจตนาในการทำให้บุคคลผู้นั้นเกิดความเสียหาย เป็นเพียงการหยอกล้อกับเพื่อนเท่านั้น ซึ่งการกระทำแบบนี้ถ้า บุคคลที่เสียหายผู้นั้นมาเห็นแล้วเกิดแจ้งความ จะทำให้เราผิดได้  ในทางที่ดีแล้วก่อนที่เราจะกระทำการใด ๆ ทางคอมพิวเตอร์นั้น เราก็ควรที่จะระมัดระวังสิ่งที่จะเกิดตามเรามา เพราะการกระทำบางอย่างอาจจะก่อให้เกิดโทษโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ ทางที่ดีเราควรศึกษาถึงพระราชบัญญติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่ทำผิดเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์

4. นักศึกษาอภิบายถึงเครื่องมือที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตที่สมารถนำมาทำการสืบค้นหาข้อมูลประกอบการรายงานข่าวมาให้เข้าใจ

การที่เราจะศึกษาหรือหาข้อมูลในการรายงานข่าว นอกจากเราจะได้ศึกษาจากการที่เราได้ปฎิบัติเองโดยตรงแล้ว เรายังสามารถศึกษาจากแหล่งต่าง ๆ ได้ และสืบเนื่องในปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าทันสมัยมากขึ้น ทำให้เราหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในอินเตอร์เน็ต ในอินเตอร์เน็ตนั้นมีเว็ปไซต์หลายเว็ปไซต์ที่ให้เราได้สืบค้นหาข้อมูลได้มากมาย ซึ่งเมื่อเราต้องการสืบค้นหาข้อมูลเรื่อง ๆ หนึ่ง เราเข้าอินเตอร์เน็ต โดยเข้าตามทางเวปไซต์ต่าง ๆ ทำให้เราได้ข้อมูลที่เราต้องการจะหาได้ง่ายมากขึ้น แต่ข้อมูลของเว็ปไซต์บางเว็ปไซต์ อาจจะไม่เหมือนกัน บางเว็ปไซต์อาจจะมีการอัพเดตข่าวสารค่อนข้างจะช้า หรือแม้กระทั่งบางเว็ปไซต์ มีการเขียนข่าวที่บิดเบือนจากความเป็นจริง ก็อยู่ที่เราแล้วว่าจะก่อนที่จะเลือกรับข่าวสารนั้น ควรพิจารณาจากหลาย ๆ เว็ปไซต์ก่อนเพื่อตรวจสอบดูว่า เว็ปไซต์หลักนั้นมีลักษณะข่าวเป็นอย่างไร เพราะเราไม่รู้ว่าคนทำเว็ปไซต์นั้นเขามีความรู้หรือข้อมูลเกี่ยวกับข่าวเรื่องนั้นมากน้อยแค่ไหน หรืออาจจะมีแต่ไม่ครบก็เป็นได้

ซึ่งการที่เราจะหาข้อมูลเพื่อมาทำข่าวนั้น เราก็ควรหาข้อมูลจากหลาย ๆ เว็ปไซต์ เพื่อที่เราจะได้ข้อมูลที่ครอบคลุม เพราะเว็ปไซต์เว็ปเดียว อาจจะมีข้อมูลไม่ครบตรงตามที่เราต้องการ และก็ควรหาเว็ปไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง อาทิเช่น เว็ปไซต์ต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้คน   http://www.midnightuniv.org/    www.thairath.com    .www.manager.co.th  เป็นต้น

5 ให้อภิปรายถึงคุณประโยชน์ของการนำเอาโปรแกรม Excels มาใช้ในการจัดเตรียมข้อมูลโดยสังเขป

ในปัจจุบัน การจัดเตรียมข้อมูลก่อนการทำงานนั้น ง่ายมากขึ้น เพราะมีการนำเอาโปรแกรม Excels มาใช้ โดยที่โปรแกรม Excels นี้ เป็นโปรแกรมที่มีประโยชน์มาก สามารถช่วยเหลือมนุษย์ และแบ่งเบาภาระหน้าที่ของมนุษย์ ช่วยให้คนสามารถ คำนวณ คิดเลข ได้ออกมาเพียงแค่คลิกครั้งเดียว นอกจากนี้ยังมีความสำคัญทางด้านบัญชี ไม่มาก ก็น้อย นอกจากนั้นยังช่วยในเรื่องการเขียนรายงานทางการเงิน วาดกราฟ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล และแสดงข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขออกมาเป็นแผนภูมิและกราฟ ให้กับวงการธุรกิจ ซึ่งสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเงื่อนไขต่างๆ เพื่อดูผลลัพธ์ จะทำให้การทำความเข้าใจและใช้งานได้ง่ายขึ้น งานที่ออกมาก็ดูน่าสนใจ เช่น การคำนวณภาษี , งบทางการเงิน

โปรแกรม Excels เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและใช้กันอย่างแพร่หลายที่ช่วยผู้ใช้วิเคราะห์ และจัดเตรียมข้อมูลเพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คุณสามารถใช้งานร่วมกับผู้อื่นและจัดการการวิเคราะห์และความเข้าใจ กับเพื่อนร่วมงาน ด้วยความมั่นใจมากขึ้น และจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อเรานำโปรแกรมมาใช้ประกอบกับงานของเรา

6. ให้นักศึกษาบรรยายถึงระบบสารสนเทศโดยจำแนกตามระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันว่า มีอยู่กี่ระบบ มีลักษณะเป็นอย่างไร

ระบบสารสนเทศมีความหมายต่างๆนาๆ  ตามแต่ละที่จะให้ความหมาย อาทิเช่น

ระบบสารสนเทศ หมายถึง ชุดขององค์ประกอบที่ทำหน้าที่รวบรวม  ประมวลผล จัดเก็บ และแจกจ่ายสารสนเทศ เพื่อช่วยการตัดสินใจ และการควบคุมในองค์กร  ในการทำงานของระบบสารสนเทศประกอบไปด้วยกิจกรรม 3 อย่าง คือ การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input)  การประมวลผล (Processing)  และ การนำเสนอผลลัพธ์ (Output)  ระบบสารสนเทศอาจจะมีการสะท้อนกลับ (Feedback) เพื่อการประเมินและปรับปรุงข้อมูลนำเข้า  ระบบสารสนเทศอาจจะเป็นระบบที่ประมวลด้วยมือ(Manual) หรือระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ก็ได้ (Computer-based information system –CBIS) (Laudon & Laudon, 2001)

แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันเมื่อกล่าวถึงระบบสารสนเทศ มักจะหมายถึงระบบที่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์และระบบโทรคมนาคม

ระบบสารสนเทศ  หมายถึง ระบบคอมพิวเตอร์ที่จัดเก็บข้อมูล และประมวลผลเป็นสารสนเทศ และระบบสารสนเทศเป็นระบบที่ต้องอาศัยฐานข้อมูล  (CIS 105 — Survey of Computer Information Systems, n.d.)

ระบบสารสนเทศ  หมายถึง ชุดของกระบวนการ บุคคล และเครื่องมือ ที่จะเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ  (FAO Corporate Document Repository, 1998)  ระบบสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็นระบบมือหรือระบบอัตโนมัติ หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วย คน เครื่องจักรกล(machine)  และวิธีการในการเก็บข้อมูล   ประมวลผลข้อมูล  และเผยแพร่ข้อมูล ให้อยู่ในลักษณะของสารสนเทศของผู้ใช้ (Information system, 2005)

ซึ่งทั้งหมดกล่าว สรุปได้ว่า ระบบสารสนเทศ ก็คือ ระบบของการจัดเก็บ ประมวลผลข้อมูล โดยอาศัยบุคคลและเทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินการ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เหมาะสมกับงานหรือภารกิจแต่ละอย่าง

โดยในปัจจุบันระบบสารสนเทศแบ่งการจำแนกออกเป็น 2 อย่าง คือ เป็นการจำแนกระบบสารสนเทศตามการสนับสนุนระดับการทำงานในองค์กร   จะแบ่งระบบสารสนเทศได้เป็น 4 ประเภท  ดังนี้

1.     ระบบสารสนเทศสำหรับระดับผู้ปฏิบัติงาน (Operational – level systems)   ช่วยสนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติงานในส่วนปฏิบัติงานพื้นฐานและงานทำรายการต่างๆขององค์กร เช่นใบเสร็จรับเงิน  รายการขาย  การควบคุมวัสดุของหน่วยงาน เป็นต้น  วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยการดำเนินงานประจำแต่ละวัน และควบคุมรายการข้อมูลที่เกิดขึ้น

2.     ระบบสารสนเทศสำหรับผู้ชำนาญการ (Knowledge-level systems)  ระบบนี้สนับสนุนผู้ทำงานที่มีความรู้เกี่ยวข้องกับข้อมูล   วัตถุประสงค์หลักของระบบนี้ก็เพื่อช่วยให้มีการนำความรู้ใหม่มาใช้ และช่วยควบคุมการไหลเวียนของงานเอกสารขององค์กร

3.      ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร (Management – level systems)  เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยในการตรวจสอบ   การควบคุม การตัดสินใจ และการบริหารงานของผู้บริหารระดับกลางขององค์กร

4.     ระบบสารสนเทศระดับกลยุทธ์ (Strategic-level system)   เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยการบริหารระดับสูง ช่วยในการสนับสนุนการวางแผนระยะยาว  หลักการของระบบคือต้องจัดความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมภายนอกกับความสามารถภายในที่องค์กรมี เช่นในอีก  5 ปีข้างหน้า องค์กรจะผลิตสินค้าใด

นอกจากนี้ยังได้แบ่งประเภทของระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการทำงานของผู้ปฏิบัติงาน/ผู้บริหารระดับต่างๆไว้  ดังนี้

1.     ระบบประมวลผลรายการ (Transaction Processing Systems – TPS)  เป็นระบบที่ทำหน้าที่ในการปฏิบัติงานประจำ ทำการบันทึกจัดเก็บ  ประมวลผลรายการที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน  โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทำงานแทนการทำงานด้วยมือ  ทั้งนี้เพื่อที่จะทำการสรุปข้อมูลเพื่อสร้างเป็นสารสนเทศ  ระบบประมวลผลรายการนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นระบบที่เชื่อมโยงกิจการกับลูกค้า ตัวอย่าง เช่น ระบบการจองบัตรโดยสารเครื่องบิน  ระบบการฝากถอนเงินอัตโนมัติ เป็นต้น  ในระบบต้องสร้างฐานข้อมูลที่จำเป็น  ระบบนี้มักจัดทำเพื่อสนองความต้องการของผู้บริหารระดับต้นเป็นส่วนใหญ่เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานประจำได้  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักจะอยู่ในรูปของ รายงานที่มีรายละเอียด  รายงานผลเบื้องต้น

2.     ระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Office Automation Systems- OAS)  เป็นระบบที่สนับสนุนงานในสำนักงาน หรืองานธุรการของหน่วยงาน ระบบจะประสานการทำงานของบุคลากรรวมทั้งกับบุคคลภายนอก หรือหน่วยงานอื่น  ระบบนี้จะเกี่ยวข้องกับการจัดการเอกสาร โดยการใช้ซอฟท์แวร์ด้านการพิมพ์  การติดต่อผ่านระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์  เป็นต้นผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของเอกสาร  กำหนดการ  สิ่งพิมพ์

3.     ระบบงานสร้างความรู้  (Knowledge Work Systems – KWS)  เป็นระบบที่ช่วยสนับสนุน

บุคลากรที่ทำงานด้านการสร้างความรู้เพื่อพัฒนาการคิดค้น สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  บริการใหม่ ความรู้ใหม่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงาน  หน่วยงานต้องนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้โดยสะดวก สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านเวลา คุณภาพ และราคา  ระบบต้องอาศัยแบบจำลองที่สร้างขึ้น  ตลอดจนการทดลองการผลิตหรือดำเนินการ ก่อนที่จะนำเข้ามาดำเนินการจริงในธุรกิจ  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของ สิ่งประดิษฐ์  ตัวแบบ  รูปแบบ เป็นต้น

4.     ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ  (Management Information Systems- MIS)  เป็นระบบสารสนเทศสำหรับผู้ปฏิบัติงานระดับกลาง  ใช้ในการวางแผน  การบริหารจัดการ และการควบคุม  ระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่ในระบบประมวลผลรายการเข้าด้วยกัน  เพื่อประมวลและสร้างสารสนเทศที่เหมาะสมและจำเป็นต่อการบริหารงาน  ตัวอย่าง เช่น ระบบบริหารงานบุคลากร  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของรายงานสรุป  รายงานของสิ่งผิดปกติ

5.     ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ  (Decision Support Systems – DSS)  เป็นระบบที่ช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจสำหรับปัญหา หรือที่มีโครงสร้างหรือขั้นตอนในการหาคำตอบที่แน่นอนเพียงบางส่วน  ข้อมูลที่ใช้ต้องอาศัยทั้งข้อมูลภายในกิจการและภายนอกกิจการประกอบกัน  ระบบยังต้องสามารถเสนอทางเลือกให้ผู้บริหารพิจารณา เพื่อเลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสถานการณ์นั้น  หลักการของระบบ สร้างขึ้นจากแนวคิดของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยการตัดสินใจ โดยให้ผู้ใช้โต้ตอบโดยตรงกับระบบ ทำให้สามารถวิเคราะห์ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและกระบวนการพิจารณาได้ โดยอาศัยประสบการณ์ และ ความสามารถของผู้บริหารเอง  ผู้บริหารอาจกำหนดเงื่อนไขและทำการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขต่างๆ ไปจนกระทั่งพบสถานการณ์ที่เหมาะสมที่สุด แล้วใช้เป็นสารสนเทศที่ช่วยตัดสินใจ  รูปแบบของผลลัพธ์ อาจจะอยู่ในรูปของ รายงานเฉพาะกิจ  รายงานการวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจ  การทำนาย หรือ พยากรณ์เหตุการณ์

6.     ระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูง  (Executive Information System – EIS)  เป็นระบบที่สร้างสารสนเทศเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้บริหารระดับสูง ซึ่งทำหน้าที่กำหนดแผนระยะยาวและเป้าหมายของกิจการ  สารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูงนี้จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลภายนอกกิจกรรมเป็นอย่างมาก   ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เป็นยุค Globalization  ข้อมูลระดับโลก แนวโน้มระดับสากลเป็นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันของธุรกิจ  ผลลัพธ์ของระบบนี้ มักอยู่ในรูปของการพยากรณ์/การคาดการณ์

ถึงแม้ว่าระบบสารสนเทศจะมีหลายประเภท แต่องค์ประกอบที่จำเป็นของระบบสารสนเทศทุกประเภท ก็คือต้องประกอบด้วยกิจกรรม 3 อย่างตามที่ Laudon & Laudon (2001)ได้กล่าวไว้ คือ ระบบต้องมีการนำเข้าข้อมูล  การประมวลผลข้อมูล และการแสดงผลลัพธ์ของข้อมูล

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s